ข้อมูลจากวารสารครอบครัวคอลเกต-ปาล์มโอลีฟ
การดูแลรักษาสุขภาพของปากและฟันนั้น บางคนคิดว่า การแปรงฟันทุกวัน หรือพบทันตแพทย์ ทุก 6 เดือน ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว แท้จริงแล้วปากและฟัน ต้องการดูแลและเอาใจใส่มากกว่านั้น ซี่งเราสามารถดูแลสุขภาพปากและฟันของเราด้วยตนเอง ได้โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นตัวการ ทำให้ฟันผุ พฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทย ส่วนใหญ่มักจะบริโภคอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลเป็นหลัก เช่น อาหารมื้อหลักจะเป็นข้าว อาหารว่างมักเป็นขนมหวานหรือผลไม้ เป็นต้น ซึ่งอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดฟันผุ ขบวนการที่จุลินทรีย์ในช่องปากจะไปย่อยอาหารพวกแป้งและน้ำตาลให้กลายเป็นกรด ไปกัดกร่อนฟันทำให้ฟันผุ ขบวนการที่จุลินทรีย์สลายน้ำตาลให้กลายเป็นกรดนั้นต้องใช้ เวลาดังนั้นการแปรงฟันบ้วนปากหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง จึงเป็นการควบคุมไม่ให้เชื้อโรคได้เจอกับน้ำตาล วิธีนี้สามารถป้องกันไม่ให้เกิดกรดไปกัดกร่อนฟันได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงควรหลีกเลี่ยงหรือลดความถี่ในการรับประทาน อาหาร และเครื่องดื่มที่ใส่น้ำตาล หรือมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ทั้งนี้เพื่อลดน้ำตาลที่เป็นวัตวุดิบให้จุลินทรีย์ และควรรับประทานอาหารประเภทโปรตีน เช่น ถั่ว หรือผลไม้แทน การรับประทานขนมหวานควรรับประทานหลังมื้ออาหาร เพราะหลังอาหารจะมีน้ำลายออกมาช่วยชะล้างกรดที่เกิดขึ้น จากการย่อยสลายน้ำตาลได้บางส่วน
เคล็ดลับการรับประทานอาหารให้มีผลดีกับสุขภาพฟัน
1. การรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง ได้แก่ ผักและผลไม้บางชนิด เช่น แตงกวา ฝรั่ง มะเขือเทศ ชมพู่ จะช่วยทำความสะอาดฟัน 2. ควรดื่มน้ำผลไม้แทนน้ำอัดลม เพราะในน้ำอัดลมมีปริมาณน้ำตาลอยู่มาก หากหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลมไม่ได้ ควรดื่มน้ำอัดลมจะผ่านจากหลอดลงคอไปโดยตรงทำให้น้ำตาลในน้ำอัดลมมีโอกาส สัมผัสกับฟันน้อยกว่าการดื่มจากแก้ว 3. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อฟันและปาก เช่น อาหารที่มีวิตามินซี (Ascorbic Acid) ซึ่งมีความสำคัญ ในการรักษาเหงือก ฟัน กระดูก พบในผักสด ผลไม้สด ส้ม สับปะรด กะหล่ำปลี แครอท ผักคะน้า เป็นต้น 4. การรับประทานอาหารประเภท ถั่วลิสง รำ ถั่วเหลือง มะม่วง จะมีวิตามินบี 2 (Riboflavin)ช่วยเรื่องของมุมปากแตกลิ้นอักเสบ เป็นต้น 5. ควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารที่แข็งมาก เช่น น้ำแข็ง กระดูก เพราะอาจทำให้ฟันสึกหรอและแตกได้ 6. ไม่ควรรับประทานจุกจิก เพื่อลดการตกค้างของเศษอาหารในช่องปาก ที่จะเปลี่ยนเป็นกรด ซึ่งสามารถทำลายผิวเคลือบฟันทำให้ฟันผุ 7. ควรดื่มน้ำมากๆ เพราะคนเราที่มีปากแห้งมีแนวโน้มที่จะมีกลิ่นปากและมีฟันผุมากกว่าคนคทั่วไป ที่เป็นดังนี้เพราะขณะที่ปากแห้ง เชื้อโรคในช่องปากจะเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนได้มากกว่าปกติ เชื้อโรคเหล่านี้จะมีทั้งชนิดที่สามารถผลิตสารที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก และชนิดที่ทำให้เกิดโรคฟันผุ
ที่มา www.ku.ac.th
|